จากรักเต็มร้อยของแม่ “เน๋ง ศรัณย์” เติบโตมาเป็นลูกชายที่สุดภูมิใจ

ไม่ได้ดูอบอุ่นแค่ในจอจริงๆ สำหรับพระเอกสุดฮอตดีกรีสัตวแพทย์อย่าง เน๋ง-ศรัณย์ นราประเสริฐกุล หรือ หมอเน๋ง เพราะว่านอกจากบทบาทในจอแล้ว นอกจอกับบทบาทความเป็น “ลูกชาย” เน๋ง ศรัณย์ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในฐานะลูกชายคนโต ที่ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนด้วย

ลูกชายคนนี้เป็นคนดูแลทั้งน้องชาย และคุณแม่สุดที่รักได้อย่างดี เป็นลูกชายที่ทำให้คุณแม่ภูมิใจมาก รวมถึงความสนิทของแม่ลูกจากบทสัมภาษณ์พิเศษใน “วันแม่แห่งชาติ” ที่ จะพาทุกคนไปสัมผัสความรักความผูกพันธ์ ระหว่าง เน๋ง ศรัณย์ กับคุณแม่ อันธิกา นราประเสริฐกุล ที่ให้ความรักลูกชายเต็มที่ให้เวลาเต็มร้อยมาตั้งแต่เด็ก และเน๋งมีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกชายเดินตามด้วย รับรองว่าหลายคนคงต้องยิ้มตามกับความน่ารักของแม่ลูกคู่นี้แน่นอน

ลูกชายคนนี้ตอนเด็กๆ เลี้ยงง่ายไหม?

คุณแม่ : เลี้ยงง่ายมาก 

เน๋ง : .ใต้โต๊ะหนักไง ก็เลยเลี้ยงง่ายมาก

คุณแม่ : เลี้ยงง่ายมาก และเป็นเด็กที่กินเก่งมาก เป็นคนชอบกินค่ะ กินทุกอย่างเลยที่แม่ทำให้

ความซนระดับไหน?

เน๋ง : สมัยก่อนมันไม่มีมือถือเนาะ อุ้ย ดูแก่จัง (หัวเราะ) ตอนสมัยประถมเราก็ชอบไปเตะบอลอะไรแบบนี้ แม่ไปหาที่โรงเรียนก็หาไม่ค่อยเจอ บางทีเดินหาเป็นชั่วโมงกว่าจะเจอ บางทีก็ไปเล่นหมากรุกบ้าง ไปเตะบอล ไปเล่นบ่อทรายอะไรแบบนี้

เป็นเด็กรักสัตว์ตั้งแต่เด็ก

คุณแม่ : ใช่ค่ะ เพราะว่าเน๋งเป็นคนที่ชอบดูสารคดีสัตว์มาก สัตว์ทุกประเภทเลย

เน๋ง : ตอนเด็กๆ เราจะตื่นเต้นกับสัตว์ดุร้ายไง เช่น เสือ ปลาฉลามอะไรแบบนี้ 

คุณแม่ : บางทีแม่ก็เปิดวิดีโอไว้ให้ หลอกให้ดู เราจะได้ไปทำงานไง (หัวเราะ) 

เน๋ง : เอ้ย! จริงเหรอ เราก็นึกว่าแม่รักเรา (หัวเราะ)

คุณแม่ : เขาก็จะดูทั้งวัน แล้วก็จำได้หมดเลย เขาความจำดีมาก

มีแววจะเป็นหมอตั้งแต่เด็กเลยไหม?

คุณแม่ : ก็เนื่องจากเขารักสัตว์แล้วชอบไปดูคุณพ่อทำงาน เพราะคุณพ่อเป็นสัตวแพทย์ มีร้าน มีคลินิก เขาก็ชอบเข้าไปดูเวลาคุณพ่อผ่าตัด คุณพ่อส่องกล้องจุลทัศน์ เขาก็ไปส่องด้วย ไปนั่งทำการบ้านในร้าน แล้วก็เล่นกับหมากับแมวของคนที่เอามารักษา

เน๋ง : ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่ามันตื่นเต้นมาก เห็นคุณพ่อไปส่องกล้องจุลทัศน์ผมก็คิดว่า ป๊าทำอะไร มันดูเท่ห์นะ เราเอามั่ง ส่องไปไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้เรื่อง บางทีไปหยิบฝุ่นมา ลองส่อง อะไรดำๆ หนักสุดคือตบยุง แล้วเอามาวางบนสไลด์ มาส่องดูว่า อุ้ย ยุงลายหรือเปล่า 

“เน๋งคิดว่ามันน่าจะเริ่มต้นตอนใกล้ๆ เอ็นทรานซ์ เหมือนเราไม่ได้รู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าเราชอบอะไร พอมัธยมเราก็อยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่ๆ ทุกคนก็คุยเราเข้าวิศวะกัน บางคนเข้าบัญชี ก็จะมีคณะที่เด่นๆ ของพวกผู้ชายที่จะเข้ากัน เราก็มานั่งนึกๆ ว่าเรียนอะไรดี จริงๆ เราเหมาะกับอะไร พอมองไปเห็นคลินิกก็มาลงเอยที่นี่”

“แม่ก็ไม่ได้บังคับนะ อยากเรียนอะไรก็ไม่บังคับ อาจจะมีบังคับแอบแฝงนิดนึง ก็คือแม่เขาอยากให้เรียนคณะที่ดีๆ แหละ จริงๆ คณะทุกคณะก็ดีหมดแหละ เขาก็อยากให้เรียนคณะที่ถ้าจบไปจะมีการงานมั่นคง เช่นหมอ สัตวแพทย์ วิศวะ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีแนวทางที่จะไป แม่จะมองแบบนั้นมากกว่าครับ”

เลี้ยงลูกแบบไหนให้ออกมาใจดี ละมุน อบอุ่นแบบนี้?

เน๋ง : หล่อนี่เลี้ยงกันไม่ได้เนาะ (หัวเราะ) 

คุณแม่ : เรื่องเลี้ยงให้ใจดี คือ คุณแม่จะให้ความรักเขาเยอะมาก เต็มที่เลย ให้เวลาเขาเต็มร้อย เวลาส่วนตัวแทบจะไม่มีเลย ดูแลเขาเต็มเวลา แล้วก็ปกติคุณแม่ก็เป็นคนใจดีนะคะ ชอบช่วยเหลือคนอื่น เขาก็อาจจะเห็นที่แม่เป็นแบบนี้ คุณพ่อด้วย คุณพ่อชอบทำบุญ 

“เน๋งก็จะเป็นเด็กเข้าวัดตั้งแต่เด็ก รู้จักทำบุญ รู้จักแบ่งปัน”

“แม่นิ” เป็นคุณแม่สไตล์ไหน?

เน๋ง : “ก็ไม่ดุนะ แม่จะไม่ได้ดุแบบระเบิดตู้มต้าม แต่จะเป็นเหมือนยุงมากัดเรื่อยๆ (หัวเราะ) คือบ่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ด่าอะไรรุนแรง หรือ ลงไม้ลงมือ บ่นอะไรที่เราทำไม่เรียบร้อยมากกว่า ซึ่งบางทีมันก็ไม่เรียบร้อยจริงๆ แหละ มันก็เกิดจากเรา เขาก็เตือนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

“หมอเน๋ง” มีความแสบ หรือ วีรกรรม ที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวบ้างไหม?

คุณแม่ : ความแสบนึกไม่ค่อยออก แต่เขาจะเป็นคนดื้อเงียบๆ นะ บางทีแม่บอกว่าไม่ให้ไปนะ เขาก็ครับๆ ๆ แต่ก็ไป

เน๋ง : มีวีรกรรมที่จับได้คาหนังคาเขาเลยก็คือ ตอนเด็กๆ มันอยากลอง เพื่อนบอก ลองดูดบุหรี่ดู เราก็ปื้ดนึง สักปื้ดนึง เราก็ไม่ชอบด้วยตอนนั้นน่ะ มันคืออะไร พอกลับบ้านมาก็แบบ ถ้าแม่รู้ ฉิบ-ายแน่ ถึงบ้าน จากหน้าประตูแล้วพุ่งตัวเข้าห้องน้ำเลย แปรงฟัน เสร็จปุ๊บเราก็คิดว่าเราสุดยอด เก่งว่ะ เราหนีได้เนียน แม่เดินมาเงียบๆ ดูดบุหรี่มาใช่มั้ย อ้าว!

“แม่ก็ไม่ทำยังไง แต่ก็พูดว่าอย่าไปสูบนะลูก เขาก็พูดเรื่องโรค เรื่องอะไรแบบนี้ ก็มีเหตุผลแหละ ซึ่งเราเองก็รู้อยู่แล้วและไม่ชอบด้วย ก็เลยไม่ได้สูบต่อ แค่อยากลอง อยากรู้ว่ามันคืออะไร เพราะเราก็เคยเห็น คนรอบข้าง คนที่เราเคยเจอตามที่ต่างๆ เขาก็สูบกัน อยากรู้ว่ามันดียังไง”

คุณแม่ : แม่คิดว่าเน๋งน่าจะไม่ชอบ เน๋งเขาบอกแม่ว่าเน๋งไม่ชอบ อย่างเหล้าก็ไม่ค่อยกิน เขาไม่ชอบค่ะ

ความสนิทของคู่แม่ลูก มีการปรึกษากันทุกเรื่องไหม?

ก็ปรึกษานะ แต่ผมเป็นคนเก็บเยอะก่อนจนกว่าจะล้นถึงจะปรึกษา แล้วก็คุยกันเหมือนเพื่อนนะ แม่ก็ไม่ต้องแบบว่าจะต้องพิธีรีตรองเหมือนบางบ้าน บางบ้านเขาจะมีระยะห่างเยอะใช่ไหม แต่บ้านเราก็เหมือนลูกหลานคนจีนก็ไม่มีระยะห่างอะไร คุยกันธรรมดา ผมก็จะเล่าบ้าง ก็เล่าประมาณ70 เปอร์เซ็นต์แล้วกัน แล้วอีก 30 เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะไม่ได้เล่า บางเรื่องแม่ไม่ต้องรู้ก็ได้ไม่ได้สำคัญอะไร เรื่องผู้หญิงอะไม่ค่อยเล่า 

แม่หวงลูกชายไหม?

คุณแม่ : แม่ไม่หวงค่ะ

เน๋ง : สาบานๆ อย่าสาบาน (หัวเราะ)

แม่ : มีบ้างๆ ๆ

เน๋ง : ไม่เขาก็เป็นห่วงแหละ แบบว่าเอ๊ะเดี๋ยว เอ๊ะยังไง คนนี้ยังไง เขาก็มองอนาคต เขามองเรื่องความสมเหตุสมผลมากกว่า หมายถึงว่า ก็คือในมุมของพ่อแม่ ผมก็เข้าใจได้นะว่ามองเรื่องที่มันจะแบบเป็นความลอจิกที่ไม่เรื่องของความรักหรือความอะไรที่มันเป็นเรื่องของจิตใจ เพราะด้วยความที่ว่าเขาก็เป็นห่วงเราไง เขาก็ต้องมองอนาคตเรา เฮ้ยกับคนนี้แล้วมันจะไปต่อกันแล้วมันจะช่วงส่งเสริมกันมั้ยในเรื่องของการทำงาน หรือว่าการใช้ชีวิตหรือความคิดหรืออะไรต่างๆ เขาก็จะเป็นคมองเรื่องนั้นมากกว่า ซึ่งเราก็เข้าใจว่ามันเอ่อก็ต้อง สิ่งที่เขาพูดมันก็มีเหตุผลจริงๆ อะไรอย่างเนี้ย

แสดงว่าครอบครัวมีส่วนสำคัญกับเรื่องความสัมพันธ์

เน๋ง :ใช่ครับ ก็ค่อนข้างมาก ก็รู้สึกว่าก็ด้วยความที่คุณพ่อก็ไม่ไม่อยู่แล้วด้วย แม่เขาก็เหลือแต่ผมกับน้อง ถ้าเกิดคนที่แบบเข้ามาก็ควรจะไม่เป็นศัตรูกับแม่แล้วกันเอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าเป็นศัตรูกับแม่จะโดนปัดตกไปนิดนึง

ที่ผ่านมามีพามาให้ทำความรู้จักบ้างยัง

เน๋ง : ก็มีบ้าง อยากให้เขารู้ไว้ ที่ผ่านๆมา เขาจะได้รับรู้ด้วย เหมือนอยู่ในสายตา เขาจะได้ไม่คิดว่าเราไปเถลไถลหรือแบบว่าพาเราไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งจะไม่นำให้เขาคิดอย่างนั้น เราก็เลยต้องพามาเจอบ้าง พามารู้จักอะไรอย่างเนี้ย เขาจะได้เห็นว่าคนนี้เป็นใครนะคนนี้เป็นยังไง

แบบนี้ก็ต้องเข้าทางคุณแม่ก่อน

เน๋ง : ใช่ มาประจบๆ ไว้ มีอะไรก็ซื้อของมาฝาก แค่นี้แหละชอบแล้ว

คุณแม่ : เฮ้ย! เกินไปๆ (หัวเราะ)

คุณแม่ภูมิใจอะไรในตัวลูกชายคนนี้บ้าง?

คุณแม่ : แม่ภูมิใจที่เน๋งเป็นคนรักครอบครัวค่ะ เน๋งรักน้อง แล้วก็รักแม่ เหมือนกับจะดูแลรับผิดชอบ เพราะเราไม่มีคุณพ่อใช่มั้ยคะ เค้าก็รู้สึกว่าแม่เหนื่อยมาตั้ง 12 ปี ตั้งแต่คุณพ่อเสียมาก็ 7-8 ปี มั้ง ม.4 พอจบมหาวิทยาลัยก็อีก 6 ปี ก็สักเกือบ 10 ปี ก็คือทุ่มเทให้เขามาก

เน๋ง : ช่วงตอนเรียนก็มีไปทำงานบ้าง หาตังใช้เอง

คุณแม่ : แล้วก็ชอบซื้อของให้แม่ คือแม่เป็นคนไม่ค่อยชอบซื้ออะไร ก็แม่ไม่ได้ประหยัดนะ แต่เป็นคนไม่ค่อยชอบซื้อของ ซื้อแต่อาหาร

ในวันที่สูญสียคุณพ่อ แล้วเราในฐานะลูกชายคนโต ในตอนนั้นเรามีความคิดยังไง

ในตอนนั้นความคิดเราก็เปลี่ยน จากเด็กที่ตอนเย็นเตะบอลกลับบ้านไม่สนใจ เรียนๆ ก็ช่าง แต่พอเสียคุณพ่อปุ๊บ เราอาจจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น เดี๋ยวเราโตขึ้นต้องดูแลครอบครัวนะ ดูแลน้อง เพราะตอนเสียคุณพ่อ ตอนนั้นน้องผมอยู่ ป.5 เองมั้ง เราก็ยังไม่รู้เรื่องเลย เราก็อาจจะต้องส่งน้องเรียนในอนาคต เราก็เลยมีเป้าหมายชัดเจน แต่ด้วยสภาพตอนนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเราก็ยังเรียนอยู่มัธยม แล้วมันก็ไม่มีได้มีลู่ทางให้เราออกไปทำงานได้หรือไม่ได้ ตอนนั้นก็เลยเปลี่ยนมาตั้งใจเอ็นทรานซ์มากขึ้น ช่วงม.4 ม.5 ม.6 ก็ตั้งแกงค์ขึ้นมา เป็นแกงค์ที่ไปเรียนพิเศษด้วยกัน หรือติวด้วยกันเพื่อสอบเอ็นทรานซ์ มีจุดหมายชัดเจนขึ้น

ความโชคดีที่เกิดในครอบครัวนี้มีอะไรบ้าง

ผมว่าทุกอย่างด้วยการสั่งสอนของคุณแม่กับปะป๊าด้วย คือไม่ได้แบบว่าฟิกซ์ (fix) จนไปหรือแบบว่าลูส (loose) จนเกินไป มันอยู่กับความพอดี บางอย่างก็หย่อนได้บางอย่างก็ไม่ได้ ทุกอย่างมันก็สั่งสมมา ให้เราเป็นคนรู้จักใช้เงินนะ ใช้เงินเป็น มีความคิดที่อยากจะก้าวหน้าเจริญเติบโต เจริญไปข้างหน้า เราก็จับประเด็นไม่ได้หรอกว่าพ่อกับแม่สอนอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง แต่พอเอามารวมกัน มันทำให้เราคิดได้เอง บางทีมันก็เป็นแบบอย่างให้เรา อย่างคุณพ่อก็เป็นแบบอย่างให้เรา มันควรจะไปเวย์นี้นะ เพราะคุณพ่ออบายมุกก็ไม่เอาแลย เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คน ชอบช่วยเหลือ เราก็มองดูเค้าทั้งคุณพ่อคุณแม่ เราก็ประหยัดด้วย มีเงินเก็บ ทุกอย่างมันมีเหตุผลที่ดีซัพพอร์ต มีตัวอย่างที่ดีเพื่อให้เราทำตามได้ ก็รู้สึกว่าโชคดีมาก

มองคุณแม่แล้วภูมิใจอะไรในตัวคุณแม่บ้าง?

ก็ภูมิใจมาก หลายๆ อย่างที่แม่ทำ พอคุณพ่อเสีย คือตอนนั้นคุณแม่ก็เป็นทุกอย่างของเราเลย เหมือนคุณแม่ก็ทำหน้าที่พ่อด้วย จากที่ไม่เคยต้องไปส่งที่โรงเรียน เพราะปกติคุณพ่อจะไปส่งด้วย ขับรถไม่เป็นด้วย ก็ต้องไปหัดขับรถใหม่ พาไปเรียน อะไรที่ไม่เคยทำ อย่างเรื่องที่คลินิก ต้องมีสั่งยา มีคุยกับหมอ ดิวกับซัพพลายเออร์ มานั่งดูแลร้าน คุณแม่ก็ไม่ได้เรียนจบทางนี้มา แล้วก็ไม่ได้อายุน้อยแล้วด้วย ก็ต้องมานั่งเรียนรู้ใหม่ เขาก็เก่งอะ เขาจบอักษรมาจบสายศิลป์มา ก็ต้องมานั่งดูว่ายาตัวนี้ต้องสั่งตรงนี้ อันนี้ต้องไปซื้อที่นั้น คุณพ่อก็คงมีโน้ตไว้บ้างแหละ จนตอนนี้รู้หมดและว่ายาตัวไหนใช้ทำอะไร บางทีมาสอนผมอีกด้วย รู้สึกว่าเขาเก่งครับ เลี้ยงเรามาได้ดี

อยากสร้างอยากทำอะไรให้ครอบครัว

ก็มีที่อยากทำตั้งแต่เด็กแล้ว ก็ยังอยู่ ตอนนี้ก็คือยังเก็บเงินอยู่ ก็อยากสร้างบ้านให้คุณแม่อยู่ แม่ชอบทำกับข้าว เคยบ่นตั้งแต่เด็กๆ เนี่ยถ้าแม่มีครัวสวยๆ แม่จะทำกับข้าวทั้งวันได้ เดี๋ยวก็คงทำบ้าน ทำครัวให้แม่สักชุดนึง แบบสวยๆ ให้ไปสิงทั้งวันเลย ทำครัวให้แม่ เพราะคุณแม่ชอบทำกับข้าว ชอบซื้อเครื่องครัว ก็เลยอยากทำบ้านให้เขา อยากทำครัวสวยๆ ให้เขา

เป็นห่วงอะไรคุณแม่บ้าง

สุขภาพก็เป็นห่วง แต่คุณแม่เค้าก็แข็งแรงอยู่แล้ว เค้าก็ดูแลตัวเองอยู่แล้ว ก็เป็นห่วงเรื่องประหยัดมากกว่า อยากให้คุณแม่ใช้เงินมากกว่า ใช้เงินบ้างแม่ อยากซื้อไรก็ซื้อ เงินหมดก็มาเอาที่เน๋ง หลังๆ ก็ให้ของแทนเพราะเขาได้ใช้ พอให้เงินก็ไม่ได้ใช้

คุณแม่เป็นห่วงอะไรลูกชายบ้าง

ไม่ห่วงอะไรนะ เรื่องสุขภาพคุณแม่ก็ดูแลอยู่ คุณแม่จะหยิบวิตามินให้ตลอดตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน ถ้าลูกกลับบ้านไม่ครบสองคนก็นอนไม่ได้ จะรอจนกลับเข้ามาหมด

ลูกชายอยากจะบอกอะไรคุณแม่

รักแม่มาก อยากให้แม่มีความสุข พยามยามทำทุกอย่างวันนี้เพื่อให้แม่มีความสุข อยากให้แม่สบายขึ้น ที่พยายามรีโนเวทร้าน เพราะอยากเอางานออกจากแม่ให้ได้มากที่สุด อยากให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำ อย่างให้ทำกับข้าวไปเรื่อยๆ หรือไปทำขนม  

คุณแม่อยากบอกอะไรลูกชายสุดที่รัก?

ก็ขอบคุณลูกที่เป็นเด็กดีนะ รักแม่รักน้อง คือเหมือนแม่กับน้องต้องมาก่อน มีอะไรเค้าก็รีบเอามาให้แม่ เด็กคนนี้แม่หอมมาตลอดเลย

ฝากผลงานกับแฟนๆ

มีละครเรื่องรักสุดท้ายยัยจอมเหวี่ยง ทางช่องวัน31 แล้วก็มีโปรเจคละครอีกหลายๆ เรื่องกับช่องวันก็ฝากติดตามด้วย ตอนนี้มียูทูบเป็นของตัวเองด้วย ดูชีวิตการทำงานเบื้องหลัง ไลฟ์สไตล์ของเรา หรืออาจจะมีคอนเทนต์เกี่ยวกับน้องหมาน้องแมวด้วย มาบอกเล่าว่าน้องหมาน้องแมวเลี้ยงยังไง อะไรที่ถูกอะไรผิด ใครที่ไม่มีข้อมูลก็ไปหาในชาแนลเน๋งได้

แล้วก็คลินิกของที่บ้านชื่อโรงพยาบาลสัตว์สุโขทัย แต่อยู่ที่กรุงเทพนะ อยู่ที่สี่แยกสุโขทัยครับ เปิดมา 30 กว่าปีแล้ว เพิ่งรีโนเวทไปด้วย แล้วก็ของตัวเองด้วยฮาโตะ ตอนนี้มี 5 สาขาแล้ว ถ้าอยากดูอัปเดตอะไรก็ดูในไอจี ดูใน Tiktok ครับ

 

ขอบคุณ

สถานที่ : โรงแรม มีสไตล์ การาจ กรุงเทพ (Mestyle Garage Hotel Bangkok)

Related posts